Mundoyo - Last อิสาน+ลาว
Previous Next
avatar0
avatar1495

Event by pakonking

Thailand, เวียงจันทน์,หนองคาย


Last อิสาน+ลาว

                 และเป็นการสิ้นสุดมหภาคของการตะลอนทัวร์ครั้งนี้นะครับในช่วงสุดท้ายนี้รับรองมีหลายอารมณ์ตามไสตรเช่นเคยและรับรองว่าไม่ผิดหวังที่ให้รอนานและท่านจะได้อมยิ้มพร้อมกับความประทับใจหลังอ่านจบ^^  : น้ำขิง

                 “ยาวไปที่เวียงจันทร์”
                จาก “หมู่บ้านสิ้นสติ”(สติผม)สามสหายบัสก็มุ่งตรงจากจังหวัดขอนแก่นไปยังจังหวัดหนองคายเพื่อข้ามไปยังมิตรประเทศ ประเทศลาวนั้นเองและที่เราจะไปนั้นก็คือจังหวัดเวียงจันทร์เมืองหลวงปัจจุบันแห่งล้านช้างในอดีต
                สติเริ่มมา หัวใจเริ่มเต้นเบาลง มือจากที่เย็นด้วยความกลัวก็เริ่มเย็นจากไอแอร์ ผมฟุบตัวเอนหลัง หลังจากการเหนื่อยทางด้านจิตใจมากมายร่างกายเหมือนตรากตรำงานมาอย่างหนักผมจึงค่อยๆลดม่านตาลงและหลับไปอย่างช้าๆ ( นี้คือเหตุที่ไม่มีข้อมูลทางการเดินทาง )
                เสียงเพลงจากโทรศัพท์ปลุกผมให้ตื่น และทำให้ผมได้ทราบว่ากำลังจะถึงด่านตรวจ ผมจึงมองโทรศัพท์ว่าใครโทรมาปรากฏว่าเป็นพ่อของผมเอง ผมจึงรีบโทรกลับไปบอกว่าผมกำลังจะย้ายตัวเองข้ามประเทศโดยเจ้าบัสคันงามนี้แล้ว ระหว่างที่ผมข้ามสะพานมิตรภาพผมรู้สึกถึงพลังมหาศาลพลังแห่งมิตรภาพดังชื่อ พลังที่สามารถทำให้เราข้ามไปยังประเทศอีกประเทศหนึ่งโดยสะพานแห่งนี้
 

 
                หลังจากแรกเงิน (เป็นเศรษฐีในชั่วพริบตา1 บาท = 264กีบ สมัยก่อน 1 บาท = 1000 กีบ) และเตรียมสัมภาระย้ายเจ้าบัสสามสหายไปยังบัสอีกสามคันของประเทศลาว ป่ง ป้ง เสียงพี่ไกด์สาวชาวลาวบรรยายและแนะนำตัว และพาพวกเราไปยังที่พักในที่ต่างแดน
 
                                             
                จากชายแดนบัสน้อยได้พาพวกเราไปยังหอพระแก้วเป็นที่แรกระหว่างทางผมก็ได้ชมทัศนียภาพเมืองเวียงจันทร์ไปด้วย สภาพบ้านเมืองก็ถือว่าโอเค อยู่ระหว่างกลางระหว่างความเจริญและไม่เจริญ แต่ที่ลาวมีรถยี่ห้อฮุนไดเยอะมากมองแล้วนึกถึงเจ้า “จีฮุน” ที่บ้านผมที่ผมเคยเอาไปพิชิตปายมาแล้ว
 
                พอถึงหอพระแก้วก็เยี่ยมชมบรรยากาศที่หอถ่ายรูป ที่หอนี้หากพูดถึงประวัติศาสตร์เราคนไทยก็คงรู้กันดีว่าเป็นเช่นไร ปัจจุบันพระแก้วมรกต อยู่ที่ไหน?
 
                
 

                  จากนั้นเดินตามทางมาเรื่อยๆไปถ่ายรูปอนุสาวรีย์ ไกรสร พรหมวิหารบุคคลสำคัญของประเทศลาวซึ่งมือหนึ่งถือหนังสือกฎหมายซึ่งแสดงถึงการปกครอง หนึ่งอีกมือหนึ่งยกมือขึ้น ดูแล้วก็แปลกๆเหมือนกัน จากนั้นก็กลับโรงแรม       
               
                  ต่อมาเดินทางมายังวัดสีเมืองวัดศีรษะเกศ วัดนี้เป็นวัดที่ไม่มีพระภายในมีโบราณวัตถุอยู่เต็มไปหมดเห็นแล้วทำให้รู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองกำลังเป็นนักโบราณคดีศึกษาโบราณวัตถุจริงอยู่ รอบตัวอาคารจะมีพระพุทธรูปอยู่ล้อมรอบพระพุทธรูปแต่ละองค์จะไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าไร่น่าจะเกิดมาจากผ่านศึกสงครามมาเมื่อครั้งก่อน แต่บางองค์ก็ทำให้ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมพระพุทธรูปมีลักษณะแปลกๆ ฉะนั้นผมจึงเก็บคำถามไว้ภายในใจดีกว่าเพราะความรู้สึกผม หากถามไปมันจะไม่ดีอย่างแน่           
            



            “ปฏิบัติการสัมพันธกอกอนอ”
                หลังจากเชคอินผมได้ห้องพักชั้นหนึ่ง แก๊งค์แสบประจำเอกคือพวกผมได้นัดแนะกันว่าจะไปเล่นน้ำที่สระของโรงแรมเพราะมีเวลาเหลือ เล่นน้ำได้ประมาณหนึ่งชม.พวกเราทั้งหมดก็ไม่ลืมที่จะทำอะไรแผงๆ นั้นก็คือปฏิบัติการ“สัมพันธกอกอนอ”นั้นก็คือการแก้ผ้าเล่นน้ำโดยชูกางเกงในขึ้นมาเหนือน้ำและโชว์ว่าไม่สวมใส่อะไรเลย โอ้ว!! นี้เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้แก๊งค์เราเชื่อมความสัมพันธ์รักกันเข้าไปมากขึ้นอีก



              
                หลังจากเสร็จปฏิบัติการฟ้าก็มืดครึ้มลมเริ่มแรงผมยังนึกสงสัยไม่ได้ว่าสืบเนื่องมาจากฟ้าดินเป็นพยานในมิตรภาพของแกงค์เราหรือไม่ เหตุนี้จึงทำให้พวกเราทั้งเอกไม่ได้ไปถ่ายรูปกันที่ประตูชัยภายในวันนี้แต่ไม่เป็นไรพรุ่งนี้ยังมีเสมอ
                บัสน้อยจึงพาพวกเรามาอีกโรงแรมซึ่งภัตตาคารโรงแรมนี้แหละที่เราจะนำท้องน้อยใหญ่ของพวกเรามาฝากไว้ที่นี้ ระหว่างกินพวกเราได้โชว์ Spirit เต้น “บัดสลบ” หรือบาสะโล๊ฟ บ่างก็เต้นสวยบ่างก็เต้นไม่เป็นแต่สำหรับผมอยู่ระหว่างก็ของสองพวกนี้คือ เต้นมั่วถูก
         
            “จำปาคลับ”
            หลังจากชิมรางซ้อมเต้นที่ภัตตาคารกันเรียบร้อยแล้วก็ถึงเวลาค่ำคืนหรรษา ค่ำคืนที่เล้าใจ จากภัตตาคารห้องอาหารสุดหรู บัสน้อยนำพวกเราทั้งหมดมายังPubแห่งหนึ่งที่พี่ไกด์บอกว่าเป็นPubที่ดังที่สุดในเวียงจันทร์ ดูจากภายนอกแล้วเป็นสถานบันเทิงค่อนข้างใหญ่ ดูเหมือนเพิ่งเปิดมาใหม่นาน ข้างหน้ามีลานจอดรถแสดงให้เห็นถึงว่าผู้คนที่จะมาเที่ยวต้องคนข้างมีระดับ
            ท่าทางทางจะดูไฮโซจริงๆเนื่องจากเหล้ายี่ห้ออื่นนี้ไม่มีเลยนอกจากตระกูล Labor ทั้งหลาย ผมไม่ต้องคิดอะไรมาก สั่งเบียร์มากินขำๆท่าจะดีกว่าแล้วค่อยไปเก็บตกโต๊ะอื่น (ดูแล้ววันนี้ เจ้าจำคลับ จะได้เงินพวกเราไปหลายล้าน) แต่ดูจากบรรยากาศไม่มีโต๊ะไหนเลยนอกจากพวกเรา เหมือนถ้าพวกเราไม่เข้ามาก็คงจะไม่มีใครมาแล้วอะไรประมาณนั้น เหมือนเป็นเวลาที่ได้ปล่อยผีของแต่ละคนไม่แน่ใจว่าความมันส์มันมาจากไหนเยอะแยะเช่นนี้ จากเด็กเรียน เจ้าน้ำจันก็เปลี่ยนให้กลายเป็นเด็กเที่ยวใน(ไม่)ทันที (แบบว่าแดนซ์กระจาย) แต่ก็ครับให้เค้าหนึ่งวันเมื่อหมดวันนี้ไปก็คงทำหน้าที่กันต่อไป
             หลังจากสิ้นสติจากน้ำเมาไปตามๆกันพวกเราเหล่าผู้ชายทั้งหลายก็ต้องต้อนเหล่าบรรดาสาวๆที่ได้สติบ่าง ไม่ได้สติบ่างเพื่อเตรียมตัวกลับโรงแรม ประมาณ 5ทุ่มครึ่ง เสียงเอะอะโวยวายก็ดังตามประสาคนเมาระหว่างที่รอรถ เมื่อถึงโรงแรมผมก็เดาได้ว่าทั้งเพื่อนสาวและเพื่อนชายก็คงหลับสบายจากฤทธิ์น้ำจัน ไปตามๆกันเหลือแต่ แก๊งค์พวกผมที่ยังติดลมดื่ม”เบยลาว” (เบียร์ลาว)อยู่ แต่ก็นั่งได้ไม่นานความง่วงและความเหนื่อยล้าก็มาเยือน ผมจึงพาร่างกายที่อิดโรยไปห้องนอน อาบน้ำและนอนหลับอย่างสบายใจสบายกายพร้อมตื่นรับวันใหม่
               
                24 เมษายน 2553
                บ๊ายบายเวียงจันทร์
                อรุณรุ่งที่เวียงจันทร์ อาทิตย์ที่หลับใหลยามค่ำคืนฉายแสงอ่อนๆขึ้น วันนี้อากาศแจ่มใสเหมาะแก่การถ่ายรูปไปเก็บตกถ่ายรูปที่ประตูชัยหลังจากเมื่อวานฟ้าฝนไม่เป็นใจ สหายบัสพาพวกเรามายังที่หมายทุกคนหลงรถพร้อมกับเตรียมตัวแอ๊คท่า Funny Photo (หนึ่งในโจทย์ที่ต้องทำ)  กับประตูชัยผมและผองเพื่อนก็จัดให้ตามคำขอของอาจารย์  ทั้งกระโดดทั้งพิงทั้งหล่อครบทุกท่าครับ แต่น่าเสียดายมีเวลาถ่ายไม่นานเพราะจุดหมายต่อไปเราต้องไป “พิพิธภัณฑ์ไกรสรพรหมวิหาร” พิพิธภัณฑ์นี้รู้สึกจะต้องอยู่แถบชานเมืองขับรถออกไปนิดแต่ไม่มาก สิ่งที่เห็นอยู่เป็นสง่าหน้าสถานที่นี้คือ เป็นอนุสาวรีย์มีทั้งบุคคลและอนุสาวรีย์สัญลักษณ์ แสดงให้เห็นถึงการปกครองของประเทศลาว 

 
                ได้เดินเยี่ยมชมภายใน ภายในเป็นตึกใหญ่ลักษณะเหมือนพิพิธภัณฑ์ทั่วไปมีสองชั้นแต่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครตรงที่พิพิธภัณฑ์นี้ไม่เปิดแอร์ แต่ยังคงไม่ให้ถ่ายภาพเหมือนกันทั่วไป
                ภายในจัดแสดงประวัติความเป็นมาของประธานประเทศและเก็บข้าวของเครื่องใช้ของท่านไกรสร และยังเป็นที่รวบรวมประวัติความเป็นมาของประเทศลาวอีกด้วย
               เสร็จจากพิพิธภัณฑ์ไกรสรพรหมวิหาร มุ่งหน้าสู่จุดหมายต่อไป “พระธาตุหลวง” ระหว่างที่จะไปสถานีต่อไป พี่ไกด์สาวสวยของเราก็ได้แจกขนม ขนมนี้รูปร่างคล้ายกับขนมปังฝรั่งเศสในการ์ตูนญี่ปุ่น ลักษณะยาวๆ แม้ส่วนตัวผมคิดว่าผมเป็นคนที่ปากกว้างแล้วคำแรกที่กินเข้าไป ก็แทบทำเอาปากผมฉีกได้เหมือนกัน แต่ขนมปังถือว่าแข็งอย่างมีสไตล์ ภายในเป็นใส่คล้ายๆกับแซนวิช บ้านเราแต่ต่างตรงที่มีเครื่องอัดแน่น ผมกินไปครึ่งอัน ปาก และขากรรไกรก็ทนความแข็ง(แต่อร่อย) ไม่ไหวต้องหยุดกินเพื่อพักกราม เพื่อให้มีปากไว้พูดในคราวต่อไปบ่าง 
 
 
                เมื่อลงจากบัสน้อย มือผมยังกรุมอยู่ที่แก้มเนื่องจากกรามก็ยังปวดอยู่นิดๆ เบื้องหน้าผมคือพระธาตุหลวง มองไกลๆเห็น พระบรมนุสาวรีย์ พระไชยเชษฐา มหาราชอีกพระองค์ ที่เลื่องชื่อในภูมิภาคนี้ ภายในวัดพระธาตุหลวงแห่งนี้ ผมได้เข้าไป ด้านหน้าและสักการะพระธาตุนี้ ก่อนเดินกลับก็ไม่ลืมที่จะยกมือไหว้ อนุสาวรีย์พระไชยเชษฐา ที่หากเรามองย้อนกลับไปในอดีต พระเจ้าองค์นี้แหละครับที่เป็นผู้รวบรวมอาณาจักรให้เป็นลาวจนถึงทุกวันนี้ ประวัติศาสตร์และความน่าทึ่งมากมายของมหาราชาพระองค์นี้ครับ
               
              
                                      
                                       
            และจุดหมายต่อไปนี้แหละเราจะได้ใช้เงินแสนเงินล้านช๊อปปิ้งกันแล้ว แวะประมาณสองสามที่แต่ละที่ก็เสียเงินเป็นแสนๆ (กีบ) ทั้งโทรศัพท์มือถือตุ๊กตาจนที่สุดท้ายเหมือนเป็นห้างสรรพสินค้าหากเทียบกับบ้านเราก็คงเป็นสยามพาราก้อน ผมได้ไปทานอาหารที่นั้นรสชาติที่ว่าโอเค รู้สึกว่าจะกินอาหารของประเทศลาวแต่ไม่แน่ใจว่าเรียกอะไร ความรู้สึกเหมือกับกินขนมจีนผสมกับก๋วยเตี๋ยว
                จากห้างใหญ่บนรถพี่ไกด์สาวสวยก็เตรียมบอกลาแล้วบทเพลงต่างๆที่แสดงถึงมิตรภาพระหว่างประเทศ ถ้อยคำต่างๆ ที่กลั่นกรองมาจากข้างในออกมาเป็นถ้อยคำ เสียงปรบมือแทนคำขอบคุณดังขึ้นหลังจากที่ถึงจุดหมาย นั้นก็คือจุดตรวจเดิมที่เราผ่านมาเมื่อวาน การช๊อปปิ้งก็เริ่มขึ้นอีกครั้งทั้งเหล้าแบรนด์ เหล้าลาวบุหรี่นอกบุหรี่ลาว ต่างได้เก็บแต้มเงินกีบพวกเราแล้วเกือบทั้งสิ้น เพื่อนผมซื้อเหล้าจากร้าน มีใบอินวอย ให้อีกต่างแหม ดูแล้วเทห์จริงๆ
 
                ประมาณบ่ายสามถึงเวลานัดทุกคนพร้อมกันที่เจ้าบัสใหญ่ที่หายหน้ามาหนึ่งวันเต็มๆ ผมขึ้นรถพร้อมของฝากจำนวนหนึ่ง พร้อมกับความเพลียจึงเผลองีบไปบนรถ ไม่นานผมก็ตื่นขึ้นมองไปข้างๆ พร้อมมองนาฬิกา ผมหลับไปชั่วโมงหนึ่งเต็ม หากการคาดเดาผมถูกต้องผมจะต้องข้ามสะพานมิตรภาพเรียบร้อยแล้ว แต่จากการมองซ้ายมองขวา “ที่เดิม” ผมได้แต่งง และถามเพื่อนว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมยังไม่ไปไหนอีก ปรากฏว่า มีรถมาเสียขวางทางรถเราไม่สามารถข้ามไปยังฝั่งไทยได้ ผมได้แต่คิดในใจว่า “เจ้าบัสสามสหายมันไม่เสียแต่ก็ยังจะมีบัสอื่นมาเสียให้อีก” กว่าจะได้ออกจากฝั่งลาวก็ปาเข้าไป ห้าโมงเย็นโดยประมาณจุดหมายเรายังมีอีก ขณะที่รถข้ามผ่านผมก็ได้แต่เพียงแลหลังกลับไป มองประเทศเพื่อนบ้านอย่างคิดถึง และมองด้านข้างไปยังแม่น้ำโขง “แม้แม่น้ำโขงจะขวางกั้นประเทศทั้งสองประเทศ แต่สายสัมพันธ์มิเคยขวางกั้นเลย” ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ที่ยาวนานเป็นสิ่งการันตีได้อย่างหนึ่ง จากหนองคายเดินทางต่อไปวัดโพธิ์ชัย จังหวัดหนองคาย         
               
                “วัดโพธิ์ชัย”
                ประวัติมีอยู่ว่าวัดโพธิ์ชัย เดิมชื่อ วัดผีผิว วัดนี้ใช้เป็นที่เผาผีหรือเผาศพ และมีผีดุ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อใหม่ เป็นวัดโพธิ์ชัย ใน สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ปัจจุบันเป็นสถานที่ประดิษฐานหลวงพ่อพระใส ซึ่งเป็นพระพุทธรูปขัดสมาธิราบปางมารวิชัยสมัยเชียงแสน ชั้นหลัง หล่อด้วยทองสุก มีพระพุทธลักษณะงดงามมากหลวงพ่อพระใส จัดสร้างขึ้นโดย พระราชธิดาภายในวัดเห็นพระใสอยู่เบื้องหน้าผม ถือว่าเป็นพระพุทธรูปองค์หนึ่งที่สวยงามมากทีเดียวฝาผนังเป็นงานภาพเขียนแสดงถึงประวัติต่างๆ ผมเดินไปด้านขวาที่ผนังมองไปในระดับสายตา เป็นสิ่งที่ผมประทับใจมากคือมีปรมาภิไธยย่อ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชินี พระเทพ เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าหาดูได้ยากมากเลยครับทำให้ผมได้อิ่มเอมใจในพักหนึ่งพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์แห่ง ล้านช้าง ทั้ง 3 พระองค์ คือ พระสุกพระเสริม และพระใสพระสุก นั้นได้จมลงที่แม่น้ำโขงขณะอัญเชิญลงมายังกรุงเทพ บริเวณที่พระสุกจมลงชาวบ้านจึงเรียกว่า “เวินพระสุก” ยังปรากฏมาจนปัจจุบันนี้ ส่วนพระเสริมนั้นได้อัญเชิญลงมายังกรุงเทพฯ ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่วัดปทุมวนาราม                                                                    
                ต่อจากวัดโพธิชัยไปยังหลักกิโลที่ใหญ่ที่สุดเนื่องจากต้องทำเวลาจึงลงรถถ่ายแช๊ะขึ้นปับ ทุกอย่างจบลงอย่างรวดเร็ว
                ระหว่างทางมีการจอดรถให้ลงไปซื้ออาหารขึ้นมากินบนรถ ที่ตลาดของจังหวัดอุดรธานี ผมกับเพื่อนซื้อหมูทอดฯลฯ พร้อมข้าวเหนียวจกกินกันอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียว เมื่อหนังท้องตึงดวงตาก้อเริ่มหย่อนผมหลับลงอีกครั้งจากความสบายท้อง
                เสียงจากไกด์ทีมงานบริษัททัวร์จำลองปลุกให้ตื่นถึงปั้มหน้าภูเรือที่ครั้งก่อนผมมาแวะก่อนจะเดินทางไปเชียงคาน มีการปิดทัวร์อย่างประทับใจที่นี้ “แม้จะปิดทัวร์แต่การบริการของเรายังดำเนินอยู่” คำขอบคุณจาก อ.แป๊ะ ที่ทุกถ้อยคำกลั่นออกมามันช่างเหมือนคำคมยิ่งนัก คำที่อาจารย์พูดเป็นกำลังใจ ผมไร้คำบรรยาย ในตัว Idol ของผม
                เวลาประมาณ ตีสี่กว่าขวามือของผมคือพระบรมนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรอันเป็นที่เคารพ แสดงให้เห็นถึงผมกลับถึงม.อย่างสมบูรณ์แบบ เวลาที่จะต้องบอกลาเจ้าบัสสามสหายก็มาถึง ไว้เจอกันโอกาสหน้านะ
                ในทริปนี้ครบทุกรสชาติครับ ไม่ว่าเงินหลักหมื่นหลักแสนก็ไม่สามารถจะซื้อทริปดีๆเช่นนี้ได้ ประสบการณ์ครั้งนี้จะเป็นประสบการณ์อันมีค่าที่ผมและใครอีกหลายๆคนจะจดจำตราบนานเท่านาน
                สุดท้ายเช่นเดิมครับ “ในเมืองไทย...ไม่ต้องเที่ยวให้มันทั่วประเทศหรอก แต่หากลูกหากหลานมันถามว่า เคยไปที่นั้นไม๊? เราต้องตอบลูกหลานให้ได้ว่า...“เคย” 1/พฤษภาคม/2553   
Tags:

Posted in Thai , Last Edit by pakonking, 2010-10-27 21:07:04

log in

THA

thailand

Bangkok

Thai

220V, American & Euro plug

THB

+66

GMT +7